Advertising Console

    ประวัติศาสตร์ว่าด้วย..ของต้องห้าม!! ในสังคมไทย ตอน 2

    VoiceTV

    โดย VoiceTV

    551
    415 จำนวนการรับชม
    ประวัติศาสตร์ว่าด้วย..ของต้องห้าม!! ในสังคมไทย ตอน 2

    รายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา ประจำวันที่ 20 มกราคม 2556

    การเซ็นเซอร์สื่อ เป็นที่ข่าวดังในช่วงที่ผ่านมา การที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เลือกที่จะแบนตัวเอง ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของคนดูหรือไม่ ทั้งนี้ทุกคนต้องเซ็นเซอร์ตนเอง เช่นการเลือกไม่เอ่ยหนังสือบางเล่ม แม้จะรู้ว่าพูดไปกฎหมายก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ก็เกรงว่าจะถูกล่าแม่มด

    การห้ามหนังสือจะเกิดขึ้นในสยาม ต้องรอจนกว่าถึงปีสุดท้ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่ 3 เมื่อนายโหมด อมาตยกุล ต้องคดีในคดีมรดก ได้แอบจ้างคัดลอกกฎหมายที่ดรงอาลักษณ์เป็นเงิน 100 บาท เอาต้นฉบับนำไปพิมพ์เผยแพร่หวังจะช่วยคนที่ไม่รู้กฎหมายและนำเงินมาหักลบต้นทุนที่ลงไป แล้วไปว่าจ้างหมอบรัดเลย์ พิมพ์เป็นหนังสือกฎหมายไทยจำนวน 200 ชุดๆ ละ 2 เล่มเป็นเงิน 500 บาท เรื่องนี้เกิดขึ้นในป 2390-2393 ขณะนั้น ร.3 รับสั่งว่า "เอากฎหมายบ้านเมืองไปพิมพ์โฆษณาเช่นนี้ จะทำให้พวกมดต่อ หมอความทำให้ยุ่งยากแก่บ้านเมือง"

    ต่อมาหนังสือถูกริบและได้นำหนังสือนั้นมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์ทั้งหมดต่อมาหมอบรัดเลย์ได้นำมาพิมพ์ซ้ำจนรู้จักกันในชื่อ กฎหมายฉบับหมอบรัดเลย์ ปี พ.ศ. 2411

    นอกจากนี้ยังมีหนังสือนิราศหนองคาย ที่ถูกเซ็นเซอร์ และ คงเหลือแต่ฉบับที่ถูกตัดทอนแก้ไขโดยกรมศิลปากรในปี 2498 แม้จะมีการพิมพ์ นิราศหนองคาย วรรณคดีที่ถูกสั่งเผา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ในนามปากกา สิทธิ ศรีสยาม หนังสือเล่มนี้ก็ถูกห้ามอีกครั้งหลัง 6 ตุลาคม 2519

    และใน ร.4 มีสามัญชน 2 ท่าน คือก.ศ.ร. กุหลาบ (กุหลาบ ตฤษณานนท์) และ เทียนวรรณ (เทียน วัณณาโภ) ก.ศ.ร. กุหลาบ เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการทำลายการผูกขาดความรู้ของชนชั้นนำในยุคนั้น โดยเริ่มจากการออกอุบายขอยืมหนังสือจากหอหลวงมาอ่าน แล้วจ้างอาลักษณ์คัดลอกหลายเล่ม เช่นคำให้การของขุนหลวงหาวัด และที่นำลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ สยามประเภท โดยกล่าวว่าที่จัดทำขึ้นเพื่อ "บำรุงปัญญาประชาชน" แต่เพราะเกรงว่าจะมีความผิดจึงนำดัดแปลงและเมื่อมีการเขียนชีวประวัติของสมเด็จพรสังฆราช(สา)พระอุปัชฌาย์ ของ ร.4 จึงคลาดเคลื่อน และถูกตั้งกรรมการสอบ จนเป็นที่มาของคำว่า "กุ"และ ก.ศ.ร.กุหลาบจึงถูกทำให้กลายเป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้

    และในสมัยของ ร.6 มีการห้ามหนังสือ ทรัพย์ศาสตร์ ของพระยาสุริยานุวัตร ที่ออกมาวิจารณ์นโยบายของรัฐที่ไม่ส่งเสริมการสะสมทุน จนเป็นหลักให้ประเทศล้าหลัง และยังมีการขูดรีดส่วนเกินทางเศรษฐกิจของชาวนาไปให้พ่อค้าคนกลาง และพ่อค้าส่งออกไปรูปแบบของการปล่อยกู้ดอกเบี้ยและกดราคาข้าวเปลือก
    นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ที่ถูกเซ็นเซอร์ตั้งแต่การสร้าง "เขาชื่อกานต์" ของท่ายมุ้ย หรือแม้แต่เพลง "เมียพี่มีชู้" " ขับร้องโดย "ชาย เมืองสิงห์" และเพลง "บาปนักหรือถ้าเราจะรักกัน" ขับร้องโดย สุเทพ วงศ์กำแหง ก็ถูกกระทรวงวัฒนธรรมสั่งแบนเช่นกัน